ช่วงนี้เตรียมสอนแล็บใหม่เทอมหน้า ซึ่งต้องยุ่งเกี่ยวกับไมโครคอนโทรลเลอร์ที่ชื่อว่า PIC ขอจดไว้ก่อนว่ามีคอมไพเลอร์ภาษาซี ชื่อ BoostC เป็น ANSI C ไม่มีไวยากรณ์ประหลาดๆ ให้ยุ่งยากใจ นอกจากนี้ยังใจดีให้ใช้รุ่นจำกัดฟรีอีกด้วย ซึ่งจะมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้หน่วยความจำพอสมควร แต่แค่เรียนแล็บก็คงพอแล้วล่ะ ยังไม่ต้องซื้อ
เขียนเล่นๆ รวมเรื่องที่ผ่านพบในแต่ละวัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราว ข่าวคราวเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หนังที่ดู และหนังสือที่อ่าน
27 October 2006
Presentation
ช่วงนี้ปิดเทอม มีเวลาว่างเยอะขึ้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะเตรียมการสอนสำหรับเทอมหน้าไว้ก่อน เพราะเปิดเทอมแล้วจะมีเวลาเตรียมน้อยลง ยิ่งเตรียมแบบอาทิตย์ต่ออาทิตย์ ก็จะไม่ได้เอกสารหรือสไลด์ประกอบการสอนที่ดีนัก ที่นี้ก่อนจะเตรียมการสอนก็ไปลองหาดูก่อนว่าจะใช้โปรแกรมอะไรทำสไลด์ดี ปัญหาที่สำคัญที่ทำให้ไม่ชอบใช้โปรแกรมสร้าง Presentation สำเร็จรูปอย่าง MS Powerpoint หรือ Apple Keynote ก็คือ สไลด์สำหรับการสอนวิชาทางคอมพิวเตอร์นั้น จะต้องมีสมการคณิตศาสตร์อยู่ที่เป็นจำนวนมาก ซึ่งโปรแกรมส่วนใหญ่จะไม่ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่ เช่น จะต้องใช้โปรแกรมต่างหากในการพิมพ์สมการ (MS Office เตรียมมาให้แล้ว ส่วน Keynote ก็ต้องใช้โปรแกรมสร้างสมการจาก LaTeX เช่น LaTeXiT) เสร็จแล้วค่อยตัดเข้ามาแปะในสไลด์อีกที แถมบางครั้งก็ต้องเว้นที่ไว้ เพื่อให้แปะสมการลงในข้อความได้พอดี แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ เช่น ถ้าเปลี่ยนขนาดสไลด์ก็ต้องมาขยับพวกสมการใหม่หมด ทำให้เสียเวลาและแรงงานมาก
เทอมที่ผ่านมาก็เลยเปลี่ยนมาใช้ LaTeX (beamer -- คนเยอรมันมักจะใช้คำนี้เรียก projector ได้ยินครั้งแรกเล่นเอางง) ทำสไลด์ประกอบการสอนซึ่งทำให้ทำงานง่ายขึ้นเยอะ เพราะสามารถแทรกสมการเข้าไปในข้อความได้เลย สมการที่ได้ก็หน้าตาดีกว่า Equation Editor ที่มากับ MS Office เยอะ แต่จุดอ่อนของ beamer ก็คือ ปรับแต่งหน้าตาสไลด์ยาก หรือถ้าต้องการใส่อะไรแปลกๆ ลงไป ก็ต้องเสียเวลาไปหา package อื่นๆ ของ LaTeX มาลงเพิ่ม คราวนี้เปิดเทอมใหม่ก็เลยคิดจะหาวิธีการทำสไลด์แบบใหม่
อันแรกที่เจอคือ ConTeXt ซึ่งเป็น macro สำหรับ TeX เช่นเดียวกับ LaTeX แต่ต่างตรงที่ ConTeXt เน้นที่ความสะดวกในการปรับแต่งเอกสาร คือ ไม่ได้แยกส่วนจัดการหน้าตาเอกสารออกเป็น style file แบบ LaTeX แถมยังมีคำสั่งพื้่นฐานเพื่อปรับแต่งทุกๆ ส่วนได้ง่าย ทำให้เหมาะกับการเขียนเอกสารที่ไม่ได้มีรูปแบบที่กำหนดไว้แล้วเหมือน LaTeX ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแปลงหน้าตาได้ไม่ยาก ฉะนั้นเราจึงสามารถปรับ ConTeXt ให้เหมาะสำหรับสร้างสไลด์ได้ไม่ยากมากนัก แต่ข้อเสียของ ConTeXt คือยังมีกลุ่มผู้ใช้น้อย เอกสารหรือเว็บที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่เยอะ และปัญหาหลักก็คือคำสั่งคล้ายกับ LaTeX เยอะเกินไป ทำให้สับสนง่าย โดยเฉพาะเวลาที่ยังไม่ชิน บวกกับการที่ ConTeXt ไม่ได้มี package ที่ออกแบบมาเพื่อการทำสไลด์โดยเฉพาะ ทำให้ขาดฟีเจอร์หลายๆ อย่าง สุดท้ายเลยตัดสินใจที่จะยังไม่ใช้
ต่อมาก็เริ่มหันมาทาง html เพิ่งไปเจอว่ามีคนทำ stylesheet และ javascript สำหรับการนำเสนองานโดยเฉพาะชื่อ S5 เท่าที่ดูก็น่าสนใจ แต่ติดปัญหาเดิมคือสมการคณิตศาสตร์ ถึงแม้ว่าตอนนี้ firefox/mozilla จะสนับสนุน mathml แล้ว แต่ภาษามันดูยุ่งยากชอบกล แถมยังมี bug อยู่บางกับเวอร์ชันบน Mac
สุดท้ายกลับไปตายรัง ขอใช้ beamer ต่อไปอีกเทอมหนึ่งก่อนละกัน
BonEcho Thai บน OS X
เห็น BonEcho หรือ Firefox 2.0 ออกมาแล้ว พี่ฮุ้ยก็ทำรุ่นตัดคำไทยสำหรับ Windows มาแล้ว แต่ยังไม่เห็นมีใครช่วยทำรุ่นสำหรับ OS X ออกมา เมื่อคืนว่างๆ เลยลองคอมไพล์ดูเอง โดยเอา patch cttex ของพี่ฮุ้ยมาใช้ เพิ่งเคยคอมไพล์ Firefox บน OS X เป็นครั้งแรก ไม่ค่อยยุ่งยากเท่าไหร่ แต่ต้องลงไลบรารี่บางส่วนเพิ่มโดยผ่าน fink ตอนแรกด้วยความที่ไม่เข้าใจ ทำให้ได้ binary เฉพาะ PowerPC (ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ) เสร็จแล้วไปเจอเอกสารเกี่ยวกับวิธีสร้าง universal binary เลยลองคอมไพล์ใหม่ รอไปหนึ่งคืน ก็ได้ universal binary มา ตอนนี้เอาไปวางไว้ที่นี่ เผื่อใครสนใจก็เชิญโหลดได้
Bon Echo Thai on OS X
ด้วยความที่อยากใช้ Bon Echo หรือ Firefox 2.0 บน OS X แบบที่ตัดคำไทยได้ แต่ยังไม่เห็นมีใครคอมไพล์มาแจก เมื่อคืนว่างๆ เลยลองคอมไพล์ดูเอง โดยใช้ patch cttex ที่พี่ฮุ้ยทำไว้ ตอนแรกทำได้แค่ binary เฉพาะ PowerPC ต่อมาไปเจอเอกสารเกี่ยวกับวิธีสร้าง universal binary ที่ http://developer.mozilla.org/en/docs/Mac_OS_X_Universal_Binaries เลยลองคอมไพล์ใหม่ รอหนึ่งคืนได้ universal binary ออกมา เอาไปวางไว้ที่ http://ict.siit.tu.ac.th/bonecho/firefox-2.0.en-US.mac.dmg เผื่อว่าใครสนใจจะเอาไปใช้บ้างก็เชิญครับ
ส่วน Firefox เวอร์ชันใหม่ เท่าที่ลองใช้ดู ก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ หน้าตาแตกต่างจากเดิมไปนิดหน่อย ยังไม่ได้ลองใช้ฟังก์ชันใหม่ๆ ตอนนี้เจออย่างเดียวคือระบบจัดการ tab ดูจะดีขึ้น29 September 2006
Marvin Minsky
วันก่อนได้เมลจากลิสต์ของ JSAI (สมาคมปัญญาประดิษฐ์ของญี่ปุ่น) ว่ามีการเผยแพร่วิดีโอคำบรรยายของศ. Marvin Minsky ซึ่งทาง JSAI ได้เชิญไปบรรยายเมื่อวันที่ 30 กันยายนปีที่แล้ว ในหัวข้อ "จะทำให้เกิดผลอย่างยิ่งใหญ่ในการวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างไร" ดูหัวข้อแล้วน่าสนใจ วันนี้เลยพยายามโหลดไฟล์มาฟัง เพราะคิดว่าดูแบบออนไลน์คงจะไม่ไหว
Minsky ถือว่าเป็นนักวิจัยกลุ่มแรกๆ ที่บุกเบิกงานวิจัยทางด้านปัญญาประดิษฐ์ เป้นคนคิดค้น Perceptrons ซึ่งเป็นโมเดลพื้นฐานของ Artificial Neural Networks รวมทั้งเขายังเป็นคนเสนอข้อกำจัดของ Perceptrons ด้วย
ถ้าสนใจก็เชิญไปดูวิดีโอได้ที่ http://www.ai-gakkai.or.jp/jsai/minsky/ เว็บเป็นภาษาญี่ปุ่นได้เข้าใจได้ไม่ยาก เห็นว่าจะเปิดได้โหลดได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคมนี้
19 August 2006
ภาษาไทย
เมื่อคืน (เขียนไว้ หลายอาทิตย์ก่อน จำวันไม่ได้แล้ว) ได้ดูรายการหลุมดำก่อนจบนิดหน่อย เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ภาษาของเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่าโดยส่วนตัวก็ไม่ชอบการใช้ภาษาแปลกๆ พวก "ทามมาย" หรือ "ยางงาย" จะไม่มีความพยายามที่จะอ่านข้อความแบบนี้เกินสองบรรทัด และปัจจุบันก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจเสมอ เวลาผู้ประกาศข่าวกีฬาพูดว่า "มีการแข่งขันทั้งหมด 4 ชนิดกีฬา" แทนที่จะพูดว่า "มีการแข่งขันกีฬาทั้งหมด 4 ชนิด" นอกจากนี้ก็รู้สึกสนับสนุนความพยายามรณรงค์การใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง
แต่เมื่อดูรายการช่วงสุดท้ายเมื่อคืนนี้ ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่าง เมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์เจ้าของโครงการหมอภาษา ซึ่งพูดประมาณว่า เราจะต้องรณรงค์การใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง เพราะไม่อย่างนั้นเราจะสูญเสียเอกลักษณ์ของชาติ หรือแม้กระทั่งเสียชาติ ฟังแล้วก็รู้สึกไม่เห็นด้วยก็เพราะส่วนตัวคิดว่าภาษาคือเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารของมนุษย์ มันควรจะถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการและความพอใจของผู้สื่อสาร ไม่ใช่ว่าหลักภาษานั้นจะต้องถูกเคารพบูชาเป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ห้ามละเมิด ห้ามแก้ไขหรือดัดแปลง จากอดีตถึงปัจจุบันภาษาไทยนั้นก็ใช่ว่าจะคงอยู่ตามหลักที่คนทุกวันนี้ถือว่าถูกต้อง ถ้าอย่างนั้นเราก็ควรจะใช้ว่า "เปน" เหมือนภาษาไทยเมื่อประมาณร้อยปีก่อน หรือเราก็ไม่ควรจะกำหนดหลักการ "กร่อนเสียง" ว่าเป็นหลักภาษาไทยที่ถูกต้อง อย่างเช่น "ตะวัน" ก็ควรจะกลับไปใช้อย่างเดิมว่า "ตาวัน" เพราะให้ความหมายที่ถูกต้องชัดเจนกว่า ใครจะรู้ว่าตะวันอาจจะเกิดจากความคนองปากของใครซักคนในสมัยก่อนก็ได้ หรือคำที่ออกเสียงแบบควบไม่แท้อย่างคำว่า "จริง" ผมก็เดาว่าเดิมอาจจะออกเสียงว่า "จะ-หริง" เหมือนอย่าง จรัส หรือ จริต แต่คงจะเกิดความไม่ถนัด หรือเกิดความนิยมอะไรบางอย่าง ทำให้กลายเป็นออกเสียงว่า จิง ไปในที่สุด
ผมคิดว่ายังไงภาษาไทยก็ยังคงเป็นภาษาไทยอยู่วันยังค่ำ คนไทยคงจะใช้ภาษาไทยไปอีกนาน แต่อีกร้อยปีข้างหน้าภาษาไทยคงไม่เหมือนเดิม ต่อไปเราอาจจะมี "ทามมาย" อยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ ก็ได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องโวยวายว่าเป็นภาษาวิบัติ เพราะถ้าภาษาไทยยังทำหน้าที่เพื่อการสื่อสารได้ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ผมว่าสิ่งที่เราควรทำคือรณรงค์การใช้ภาษาที่ถูกต้อง แล้วก็แนะนำให้เหตุผลว่าทำไมเราควรจะใช้ภาษาที่ถูกต้องตามหลัก ส่วนต่อไปจะเป็นยังไงนั้น ก็คงต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ