19 August 2006

ภาษาไทย

เมื่อคืน (เขียนไว้ หลายอาทิตย์ก่อน จำวันไม่ได้แล้ว) ได้ดูรายการหลุมดำก่อนจบนิดหน่อย เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ภาษาของเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่าโดยส่วนตัวก็ไม่ชอบการใช้ภาษาแปลกๆ พวก "ทามมาย" หรือ "ยางงาย" จะไม่มีความพยายามที่จะอ่านข้อความแบบนี้เกินสองบรรทัด และปัจจุบันก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจเสมอ เวลาผู้ประกาศข่าวกีฬาพูดว่า "มีการแข่งขันทั้งหมด 4 ชนิดกีฬา" แทนที่จะพูดว่า "มีการแข่งขันกีฬาทั้งหมด 4 ชนิด" นอกจากนี้ก็รู้สึกสนับสนุนความพยายามรณรงค์การใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง

แต่เมื่อดูรายการช่วงสุดท้ายเมื่อคืนนี้ ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่าง เมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์เจ้าของโครงการหมอภาษา ซึ่งพูดประมาณว่า เราจะต้องรณรงค์การใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง เพราะไม่อย่างนั้นเราจะสูญเสียเอกลักษณ์ของชาติ หรือแม้กระทั่งเสียชาติ ฟังแล้วก็รู้สึกไม่เห็นด้วยก็เพราะส่วนตัวคิดว่าภาษาคือเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารของมนุษย์ มันควรจะถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการและความพอใจของผู้สื่อสาร ไม่ใช่ว่าหลักภาษานั้นจะต้องถูกเคารพบูชาเป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ห้ามละเมิด ห้ามแก้ไขหรือดัดแปลง จากอดีตถึงปัจจุบันภาษาไทยนั้นก็ใช่ว่าจะคงอยู่ตามหลักที่คนทุกวันนี้ถือว่าถูกต้อง ถ้าอย่างนั้นเราก็ควรจะใช้ว่า "เปน" เหมือนภาษาไทยเมื่อประมาณร้อยปีก่อน หรือเราก็ไม่ควรจะกำหนดหลักการ "กร่อนเสียง" ว่าเป็นหลักภาษาไทยที่ถูกต้อง อย่างเช่น "ตะวัน" ก็ควรจะกลับไปใช้อย่างเดิมว่า "ตาวัน" เพราะให้ความหมายที่ถูกต้องชัดเจนกว่า ใครจะรู้ว่าตะวันอาจจะเกิดจากความคนองปากของใครซักคนในสมัยก่อนก็ได้ หรือคำที่ออกเสียงแบบควบไม่แท้อย่างคำว่า "จริง" ผมก็เดาว่าเดิมอาจจะออกเสียงว่า "จะ-หริง" เหมือนอย่าง จรัส หรือ จริต แต่คงจะเกิดความไม่ถนัด หรือเกิดความนิยมอะไรบางอย่าง ทำให้กลายเป็นออกเสียงว่า จิง ไปในที่สุด

ผมคิดว่ายังไงภาษาไทยก็ยังคงเป็นภาษาไทยอยู่วันยังค่ำ คนไทยคงจะใช้ภาษาไทยไปอีกนาน แต่อีกร้อยปีข้างหน้าภาษาไทยคงไม่เหมือนเดิม ต่อไปเราอาจจะมี "ทามมาย" อยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ ก็ได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องโวยวายว่าเป็นภาษาวิบัติ เพราะถ้าภาษาไทยยังทำหน้าที่เพื่อการสื่อสารได้ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ผมว่าสิ่งที่เราควรทำคือรณรงค์การใช้ภาษาที่ถูกต้อง แล้วก็แนะนำให้เหตุผลว่าทำไมเราควรจะใช้ภาษาที่ถูกต้องตามหลัก ส่วนต่อไปจะเป็นยังไงนั้น ก็คงต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ

15 August 2006

ALWAYS 三丁目の夕日

สัปดาห์ก่อนมีโอกาสดูหนังเรื่องALWAYS 三丁目の夕日 บนเครื่องบิน หลังจากอยากดูมานาน ด้วยความที่มีนักศึกษาคนหนึ่งแนะนำ แล้วก็ยังไปอ่านคำเชิญชวนในหนังสือพิมพ์มาอีก

ALWAYS 三丁目の夕日 (ซังโจเมะโนะยูฮิ) เป็นหนังแบบเรียบๆ ง่ายๆ ขนาดที่ว่าถ้าเห็นใบปิดหนังก่อน ก็คงไม่เลือกดูหนังเรื่องนี้ เพราะทำเป็นรูปเชยๆ เหมือนใบปิดหนังสมัยโบราณ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นเมื่อเกือบหกสิบปีที่แล้ว บทกล่าวถึงปีโชวะที่ 33 (พ.ศ.2504) หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามไป 13 ปี เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเริ่มสร้างตัวอีกครั้ง ชีวิตผู้คนในญี่ปุ่นยังไม่สุขสบายเป็นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังคงต้องปากกัดตีนถีบ แต่อุตสาหกรรมหลายๆ ส่วนก็เริ่มก้าวหน้า เริ่มมีเศรษฐีใหม่ มีตึกใหญ่ๆ เกิดขึ้นหลายแห่ง เรื่องราวหลักของหนังเรื่องนี้ พูดถึงตัวละครต่างๆ ที่เป็นสมาชิกของชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งในโตเกียว ที่ต้องต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ชีวิตที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ทุกคนมีร่วมกันก็คือความหวัง ที่คิดว่าสิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

หนังเรื่องนี้แม้จะไม่มีพระเอก หรือนางเอกเด่นๆ เป็นตัวละครหลักของเรื่อง แต่บทซึ่งเป็นจุดเด่นที่สุด ก็สามารถส่งเสริมให้ทุกคนกลายเป็นตัวเอก สามารถนำเรื่องราวเล็กๆ หลายๆ เรื่องเข้ามาปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องราวที่สนุกสนาน และเพลิดเพลิน สร้างประทับใจให้กับคนดูได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความตื่นเต้น หรือเอาเทคนิคพิสดารอะไรเข้ามาช่วย ขอเพียงแค่มีบทที่น่าสนใจ และดำเนินไปอย่างสมเหตุสมผลก็เพียงพอแล้ว (สมเหตุสมผลที่ว่านี้ ไม่ได้แปลว่าจะเป็นเรื่องเกินจริงไม่ได้ แต่ถ้าจะเป็นจินตนาการ ก็ควรจะเป็นจินตนาการแบบที่มีเหตุผล) แต่ใช่ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ใช่เทคนิคอะไรเลย เพราะการจะสร้างญี่ปุ่นเมื่อเกือบห้าสิบปีที่แล้วขึ้นมาให้สมจริง ก็คงจะต้องอาศัยเทคนิคต่างๆ ไม่น้อย โดยสรุปแล้วเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าสนใจ และแนะนำให้ลองไปหากันมาดู

ก่อนจบขอวกเข้ามาเรื่องการเมืองเกี่ยวกับสงครามโลกหน่อย เพราะวันนี้มีข่าวว่านายกฯ ญี่ปุ่นเดินทางไปสักการะศาลเจ้ายาสุคุนิ ในวันสิ้นสุดสงครามโลก ซึ่งก็คงจะเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเพราะโคะอิซึมิ แกจะวางมือทางการเมืองในเดือนหน้านี้แล้ว เห็นข่าวแล้วก็เดาได้ทันทีว่าจีน และเกาหลีใต้คงจะประท้วงอย่างเต็มที่ เพราะศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในช่วงสงครามโลก รวมถึงบรรดานายพลต่างๆ ที่ถูกประหารชีวิตในฐานะอาชญากรสงคราม โดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้รู้สึกคัดค้านนายกฯ ญี่ปุ่นเท่าไรนัก เพราะมองอีกแง่หนึ่งถึงเขาจะเป็นอาชญากรสงคราม ทำความเลวร้ายไว้มากมาย แต่คนเหล่านั้นก็คือคนที่เสียชีวิตเพื่อญี่ปุ่น แต่สงสัยว่าทำไมญี่ปุ่นไม่ทำเรื่องพวกนี้ให้มันเรียบร้อยไป ทั้งๆ ที่สงครามก็ผ่านมาหกสิบกว่าปีแล้ว ถ้าหากญี่ปุ่นจะกล่าวคำขอโทษต่อชาติต่างๆ อย่างจริงใจ แล้วก็ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ญี่ปุ่นก็คงจะไม่มีชนักติดหลังอย่างทุกวันนี้ (แต่ไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่าญี่ปุ่นเคยจะกล่าวคำขอโทษจีนสมัยนายกโอบุชิ แต่จีนไม่ยอม ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงแค่ไหน) ุ