01 July 2005

สุริยคราส 3.1

Eclipse ออกรุ่นใหม่ 3.1 แล้ว ซึ่งคุณสมบัติเด่นของรุ่น 3.1 ก็คือการสนับสนุน J2SE 5.0 ทำให้เราสามารถใช้โครงสร้างภาษาใหม่ๆ ได้เต็มที่ แถมยังปรับปรุงด้านประสิทธิภาพความเร็วด้วย ตอนนี้กำลังเอามาลองใช้อยู่ อาจจะได้ใช้สอนวิชา Java เทอมหน้า ถ้าเครื่องในห้องแล็บไม่เก่าจนรันแล้วอืด

AMD64

อาทิตยที่แล้วไปถอย Athlon64 3000+, แรม 1GB มาใช้งาน เนื่องจากมีทั้งงานราษฎร์ และงานหลวง ซื้อแต่ตัวเครื่องอย่างเดียว รวมราคาแล้วก็ไม่แพงเกินไปนัก หลังจากได้มา ก็ได้ฤกษ์ลง Linux ใหม่ โดยเริ่มจาก Ubuntu ก่อน เนื่องจากติดตั้งได้รวดเร็วกว่า (ถ้ามีซีดีพร้อม ก็ประมาณ 1 ชม.เองมั้ง) แต่เนื่องจากไม่มีซีดีแบบ amd64 ก็เลยเสียเวลาโหลดอยู่เกือบสองวันได้ (ตอนรอนี่คิดถึงมหาลัยญี่ปุ่นจริงๆ ตอนก่อนโหลดซีดีแผ่นหนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีเองน่ะ) เมื่อติดตั้ง Ubuntu เสร็จใช้งานได้เรียบร้อย ก็เริ่มโหยหา Gentoo เพราะรู้สึกว่าชินกับ Gentoo มากกว่า ก็เลยแบ่งพาร์ติชันเพิ่มเพื่อติดตั้ง ซึ่งก็ใช้เวลาไปอีกสองวันได้ จนวันนี้หันมาใช้ Gentoo เต็มตัวแล้ว

หลังจากไม่ได้ใช้ Gentoo ไปหลายเดือน พบความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ หลายส่วนเหมือนกัน เช่น ระบบ portage ดูแปลกไป มีการตรวจสอบ md5sum ที่เป็นระบบมากขึ้น เลยทำให้พบปัญหาเวลาจะลง Firefox Thai ตามวิธีของคุณพูนลาภ ซึ่งจะต้องไปเพิ่ม patch ในไฟล์ ebuild แต่เนื่องจาก patch ที่เพิ่มเข้าไปไม่มี md5sum เก็บไว้ก่อน ระบบก็จะไม่คอมไพล์ให้ สุดท้ายเลยต้องพึ่ง google ซึ่งก็ได้ความว่า ต้องใช้

# emerge --digest mozilla-firefox

ซึ่งจะสร้าง digest หรือ md5sum ให้ใหม่ก่อนที่จะคอมไพล์ ebuild สงสัยตัวนี้เป็นฟังก์ชันใหม่แน่เลย เพราะหาอ่านใน man แล้วใน emerge --help ก็ไม่มีบอกไว้เลย

ป.ล. วันนี้เพิ่งสังเกตว่า blogger เพิ่มปุ่มสำหรับ upload รูปให้แล้วล่ะ ไม่ต้องต้องใช้บริการจาก Picasa หรือ Flickr แล้ว

22 June 2005

สลับ Ctrl กับ Caps Lock

เนื่องจากตอนนี้ติดนิสัยใช้สลับปุ่ม Ctrl กับ Caps Lock ซึ่งเป็นไปตามแบบของเครื่อง Sun โดยปุ่ม Ctrl อยู่เหนือ Shift ทำให้กดได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องแยกนิ้วห่างมาก ใช้แบบนี้มาตลอดตั้งแต่ไปอยู่ญี่ปุ่น จนกระทั่งซื้อ Happy Hacking Keyboard มาใช้ ก็ยังเป็นแบบนั้น ประกอบกับบน X ก็มีวิธีสลับปุ่ม Ctrl กับ Caps Lock ได้ง่ายๆ ก็จะเลือกสลับปุ่มไว้เสมอ พอมาใช้ Powerbook ปุ่ม Ctrl ก็วางเหนือ Shift เหมือนกัน ทำให้ใช้มาตลอดจนติด เรียกว่าไปใช้เครื่องคนอื่นทีไร จะต้องกดผิดเป็นประจำ ช่วงนี้มีงานบางอย่าง ทำให้ต้องใช้วินโดวส์บ่อยๆ ก็เลยต้องหาวิธีสลับปุ่ม Ctrl กับ Caps Lock บนวินโดวส์ เจอวิธีหนึ่ง แก้ไม่ยาก เพียงแค่แก้ไขค่าใน regedit ลองทำแล้วบูตใหม่ ก็สลับปุ่มได้ตามต้องการ

ดีที่สุด

เมื่อวานโดนถามว่า "อะไรดีกว่ากันระหว่างแมคกับวินโดวส์ ?" เนื่องจากคนถามเห็นว่าใช้แมคอยู่ ฟังคำถามแล้วไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน เพราะโดยส่วนตัวแล้วไม่เชื่อว่ามีอะไรที่ดีที่สุด โดยไม่มีข้อเสีย หรือว่ามีจุดอ่อนเลย ทุกสิ่งล้วนมีจุดแข็งและจุดอ่อนกันทั้งนั้น มันคงจะเสียเวลาเปล่า ถ้าเราจะมานั่งเถียงกันเอาเป็นเอาตายว่า อินเทลหรือเอเอ็มดีเจ๋งกว่ากัน โอเอสอะไรดีที่สุด หรือแม้กระทั่งสถาบันไหนเจ๋งที่สุด เพียงแค่เราหยิบเอาสิ่งเหล่านั้นมาใช้งาน ให้เหมาะกับลักษณะการทำงาน หรือลักษณะความถนัดก็คงจะเพียงพอแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี ถ้าจะยึดแต่เสียงส่วนใหญ่ หรือพยายามยัดเยียดให้คนส่วนน้อยทำตามคนส่วนใหญ่ โดยอ้างว่ามันเป็นมาตรฐาน

สุดท้ายก็ตอบคำถามนั้นไปสั้นๆ ว่า "ก็คงไม่มีอะไรดีที่สุดหรอกมั้ง"

17 June 2005

Ubuntu 5.04 Live PowerPC

ตอนนี้ใช้ Powerbook มาได้เกือบปีแล้ว (เหลืออีกสองเดือนมั้ง) ก็ยังพอใจ แต่มีความสุขกับการใช้งาน OS X ซึ่งผสมผสาน Unix กับ User Interface ได้ดี และเป็น OS ที่ไม่เคยมีปัญหาใดๆ แต่เนื่องจากว่าตอนนี้ไม่มีเครื่อง PC ในที่พัก ทำให้ต้องเปิด Powerbook ขึ้นมาทำงานตลอด และบางครั้ง ก็อยากจะทดลองอะไรบางอย่างกับ Linux ก็ไม่สามารถทำได้ เลยอยากจะลง Linux บน Powerbook แต่เนื่องจากไม่ได้เตรียมพาร์ติชัน (หมายเหตุ: คำนี้เป็นคำที่เริ่มใช้โดย Microsoft ปัจจุบัน FreeBSD ยังคงยืนยันที่จะเรียกว่า Slice เหมือนเดิม) ถ้าคิดจะลง Linux ก็ต้องลง OS X ใหม่ทั้งหมดด้วย เพราะต้องจัดการแบ่งเนื้อที่ใหม่หมด ด้วยความขี้เกียจ บวกกับความจำเป็นที่จะต้องใช้งาน Powerbook ตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถแบ่งเนื้อที่ได้ โครงการนี้ก็เลยต้องพับไปก่อน

เมื่อวานอ่านข่าวไปมา เจอข่าวว่า Gnoppix ซึ่งเป็นดิสตริบิวชันแบบ Live ทำงานโดยตรงจากแผ่นซีดี โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมบนฮาร์ดดิสก์ ออกเวอร์ชันใหม่ และรู้สึกว่าเวอร์ชันนี้ จะใช้ Ubuntu เป็นพื้นฐาน ก็เลยเกิดความคิดว่าจะเอามาลองดู พอเข้าไปดูปรากฏว่า Gnoppix ออกเฉพาะ x86 ไม่สามารถเอามาใช้บน PowerPC ได้ เลยต้องหันไปหา Ubuntu แทน เนื่องจาก Ubuntu มีรุ่น Live ให้ทดลองใช้งานอยู่แล้ว จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาโหลดซีดีมาใช้งาน แต่เนื่องจากเน็ตของสถาบันไม่เร็วมากนัก ก็เลยต้องรอๆๆ จนกระทั่งเมื่อเช้านี้ก็ได้ ISO ของ Ubuntu 5.04 Live สำหรับ PowerPC มาเป็นที่เรียบร้อย และหลังจากเขียนลงแผ่น แล้วก็ restart เครื่อง Powerbook โดยกดปุ่มตัว C ค้างไว้ เพื่อให้บูตจากซีดี ก็จะบูตเข้าไปยัง Ubuntu เป็นที่เรียบร้อย เริ่มต้นต้องกำหนดค่าต่างๆ ของเครื่องก่อน จากนั้นก็จะเข้าสู่ Gnome ให้โดยอัตโนมัติ หน้าตาเหมือน Ubuntu ที่ใช้อยู่บนพีซีอย่างกับแกะ เจ๋งจริงๆ พวกฮาร์ดแวร์ต่างๆ ก็ทำงานได้เรียบร้อย ทั้ง touchpad และเมาส์ ที่ต่อเข้าไปเพิ่มก็ใช้งานได้ดี ขาดอย่างเดียวคือการต่อกับจอภาพภายนอก ซึ่งคิดว่าอาจจะต้องกำหนดค่าต่างๆ เอง สุดท้ายก็เลยลองเปิด Firefox ขึ้นมาดูเล่น ก็ใช้งานได้ดี ส่วนในแง่ความเร็ว ก็ไม่เร็วมากนัก เนื่องจากทำงานจากซีดี คิดว่าถ้าติดตั้งลงฮาร์ดดิสก์ คงจะเร็วกว่านี้เยอะ ทำให้เกิดความขยันขึ้นเล็กน้อย ที่จะลง OS X ใหม่ เพื่อให้ลง Linux ได้ด้วย

ดิสตริบิวชันแบบ Live นี่ก็จัดว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาคนที่ไม่อยากจะเปลี่ยนมาใช้ Linux ได้ดีเหมือนกันนะ เพราะสามารถทดลองอะไรได้ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนจริงๆ ทำให้ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจประมาณว่าจะขอไปตายกับดาบหน้า แล้วก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับ Linux เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ หรือการไม่สนับสนุนฮาร์ดแวร์บางส่วน

15 June 2005

五月病

ตอนนี้เริ่มสงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรค 五月病 เข้าแล้ว แม้ว่าจะเป็นในบางเวลา เพราะตอนนี้กลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทยได้สองเดือนแล้ว สิ่งต่างๆ เริ่มเข้าทีเข้าทาง มีงานทำประจำแล้ว และต้องเริ่มทำงานจริงๆ จังๆ นอกจากนี้ก็ยังรู้สึกว่า เริ่มไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้ตื่นเต้นอีกแล้ว ทำให้เริ่มคิดถึงชีวิตในช่วงที่อยู่ในญี่ปุ่น เริ่มคิดถึงรายการทีวีที่เคยดูเป็นประจำ เริ่มคิดถึงวิธีการดำเนินชีวิตที่ดูเหมือนจะซับซ้อนน้อยกว่าปัจจุบัน และอยากกลับไปขี่จักรยาน ถ่ายรูปตามฤดูกาล เหมือนที่เคยทำเป็นประจำ เริ่มอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมที่ทำมาตลอด 6 ปี แต่ยังไงก็เลือกแล้วล่ะ ว่าจะอยู่เมืองไทย คงต้องพยายามสลัดความคิดเหล่านี้ออกไปให้หมด นี่อาจจะเป็นเพราะเรายังไม่มีงานอดิเรกเป็นชิ้นเป็นอันทำในเมืองไทย เรายังแค่ตื่นเช้ามาทำงาน พอเลิกงานก็หาข้าวกินแล้วก็กลับหอพัก พอถึงวันหยุดก็ขับรถกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ทุกอย่างดูเป็นระบบระเบียบไปซะหมด สงสัยจะต้องเริ่มได้เวลาหาอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ทำบ้างแล้ว

อ้อ สิ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นสาเหตุให้คิดถึงญี่ปุ่น ก็เพราะเรายังคงดูรายการทีวีญี่ปุ่นผ่านทาง UBC แต่ต้องดูเป็นภาษาไทยแล้วรู้สึกแปลกๆ รู้สึกว่าไม่สนุกเท่าเดิม ครั้นจะเลือกเป็นภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ให้เลือก ไม่รู้ทำไม (อาจเป็นเพราะระบบของหอพัก) เลยทำให้อยากหวนไปฟังภาษาญี่ปุ่นแบบเดิมอีกครั้ง

หมายเหตุ: 五月病 (Go-gatsu-byou - โรคเดือนห้า) เป็นอาการมักจะเกิดจากขึ้นเมื่อต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ โดยเฉพาะกับคนที่เริ่มทำงานใหม่ หรือนักเรียนที่เปลี่ยนที่เรียนใหม่ ทำให้ต้องปรับตัว โดยจะมีอาการคือ ไม่มีอารมณ์หรือใจในการทำสิ่งใดๆ รู้สึกไม่อุ่นใจ หรืออาจจะรุนแรงถึงขั้นนอนไม่หลับ รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่อยากทำงาน ในญี่ปุ่นอาการเหล่านี้มักจะเกิดในช่วงเดือนพฤษภาคมหลังจากวันหยุดยาวในช่วงต้นเดือน จึงเป็นที่มาของชื่ออาการนี้

ตามรอยพระพุทธเจ้า

ช่วงนี้กำลังติดตามรายการใหม่ของ ModerNine TV ซึ่งเริ่มออกอากาศเมื่อวันอังคารที่แล้ว (7 มิ.ย.) ตอนสองทุ่มครี่ง โดยเป็นรายการสารคดี ผลิตโดยบริษัท Panorama เรื่อง ตามรอยพระพุทธเจ้า ซึ่งมีเนื้อหาหลักเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ โดยเดินทางไปถ่ายทำกันที่ชมพูทวีป (อินเดีย เนปาล และอื่นๆ) อย่างตอนแรกก็มีการท้าวความถึงสภาพสังคมในสมัยนั้น ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะประสูติ โดยเน้นไปที่เรื่องของศาสนาพราหมณ์ ที่มีการแบ่งคนออกเป็นวรรณะต่างๆ จากนั้นก็โยงไปถึงแม่น้ำคงคา ซึ่งถือว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีการพาไปดูต้นกำเนิดของแม่น้ำคงคา ซึ่งเกิดจากการละลายของน้ำแข็ง บนเทือกเขาหิมาลัย เห็นต้นกำเนิดของแม่น้ำคงคาแล้ว ก็เห็นความยิ่งใหญ่เลย เพราะแม่น้ำคงคานั้นไหลออกมาจากถ้ำน้ำแข็งขนาดมหึมา ซึ่งถ้าใครได้เห็นก็ต้องเชื่อว่าเป็นแม่น้ำแห่งพระเจ้าจริงๆ

ส่วนตอนที่สองเมื่อวานนี้ ก็เน้นเรื่องสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า มีการพาไปชมสวนลุมพินี แล้วเมืองโบราณซึ่งคาดว่าจะเคยเป็นที่ตั้งของกรุงกบิลพัสด์ นอกจากนี้ยังมีการวาดแผนที่เชื่อมโยงสถานที่สำคัญต่างๆ ในพุทธประวัติ รวมทั้งพูดถึงความเป็นมา หรือวิธีการทางโบราณคดี เพื่อค้นหาสถานที่สำคัญต่างๆ โดยเชื่อมโยงกับพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ทรงสร้างเสาอโศกไว้เป็นสัญลักษณ์ ณ สถานที่สำคัญ

ดูแล้วสารคดีเรื่องนี้ ผมคิดว่าเป็นสารคดีที่ผลิตโดยคนไทยที่ยอดเยื่ยม ภาพก็สวย เนื้อหาก็น่าสนใจ มีการค้นคว้าที่ดี แม้ว่าบางส่วนอาจจะเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน แต่ก็เป็นไปตามการศึกษาทางโบราณคดี นอกจากนี้เขาไม่ได้เน้นที่ศรัทธาเป็นหลัก แต่ดูแล้ว มีความรู้สึกแง่ว่าพระพุทธองค์ท่านเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเรา ท่านมองเห็นความเป็นไปต่างๆ ในสังคม เห็นความทุกข์ต่างๆ ในชีวิต จึงทรงแสวงหาทางแก้ปัญหาของชีวิต และสังคม แต่ก็ขอติเล็กน้อยในส่วนของคำ หรือการใช้ภาษาต่างๆ บางครั้งยังรู้สึกห้วนๆ หรือดูไม่สละสลวยมากนัก ถ้าแก้ตรงนี้อีกนิดเดียวคงจะเป็นสารคดีที่ดีมากๆ แต่อย่างไรก็ดี ถ้าทำเป็น VCD หรือ DVD ขายเมื่อไหร่ ก็จะต้องไปหาซื้อมาเก็บไว้